แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ บทความวิเคราะห์เปรียบเทียบ แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ บทความวิเคราะห์เปรียบเทียบ แสดงบทความทั้งหมด

เงื่อนที่ผูกแน่นจนไม่อาจคลาย:ความสำเร็จที่ล้มเหลว

   
    
      
      “วางแผนก่อนการเริ่มต้น เพื่อป้องกันสิ่งที่เราไม่คาดคิด อาจทำให้งานช้าไปสักนิด แต่จะยั่งยืนกว่าการทำไปแก้ไป” 
       คือบทเรียนที่ได้รับจากครั้งที่พยายามฉุดลากเอารถแทรกเตอร์ขึ้นจากหลุมโคลน ด้วยเชือกลากที่ต้องการทำให้เป็นห่วงคล้องกับตะขอลากจูงจึงผูกขึ้นง่ายๆด้วยเงื่อนธรรมดาๆ แต่เมื่อแรงดึงเกิดขึ้นรถสามารถขึ้นจากหล่มโคลนได้ เหมือนว่าภารกิจก็สำเร็จลงแต่สิ่งที่กลายเป็นปัญหาที่ถูกทิ้งไว้หลังความสำเร็จคือเชือกที่กลายเป็นปมรัดแน่นจนไม่สามารถคลายออกได้อีกเลย
        เคยมาทบทวนตัวเองเสมอๆว่าหลายครั้งเราก็เจอการทำงานในแบบนี้ ที่ขาดการวางแผนจะด้วยความไม่รู้หรืออาจรู้แต่ด้วยเงื่อนไขมากมายที่เรามักนำมาเป็นข้ออ้างเหตุผลในใจก็ตามจึงก่อให้เกิดความขัดแย้งภายในองค์กรหลังความสำเร็จที่สวยหรูและเสียงปรบมือสนั่นเวที
        วันนี้ปมเชือกที่เขม็งรัดแน่นก็ยังอยู่ที่เดิมเพื่อเตือนสติ   ทุกครั้งที่ผมหยิบปมเชือกที่เกิดขึ้นจากการทำสิ่งที่ไม่วางแผนเพื่อเอามาคลี่คลายออกมันไม่เคยสำเร็จอีกเลย กลับกลายเป็นปมของบทเรียนที่ตอกย้ำความหละหลวมของชีวิต หรือจะมีข้อแย้งในใจว่าทุกการรียนรู้ใหม่มักต้องเกิดจากการสูญเสียมาก่อนทั้งนั้น...อันนี้ก็แล้วแต่ทัศนคติของใครก็ไม่ว่ากัน แต่หากความสำเร็จหนึ่งจะสมบูรณ์แบบมันคงไม่เป็นความสำเร็จบนปัญหาใหม่ๆหรอก หรือว่าเราซุกปัญหาไว้แล้วพยายามลืมมันไป
        หากเราจะลองมาขบคิดถึงเรื่องราวของปัญหาในชีวิตที่มีลักษณะคล้ายคลึงกับปมเชือกนั้นน่าจะแบ่งออกเป็น 2 ด้านคือ 1.รู้ถึงปัญหาที่จะเกิดแต่ไม่ใยดีเพราะปัญหายังมาไม่ถึงหรือไม่ก็ปัญหาเป็นเรื่องของคนอื่นที่จะแก้ไข  และ 2. ขาดประสบการณ์แต่กลับต้องรับภาระสิ่งที่ตนเองยังไม่เคยได้เรียนรู้มาก่อนหรืออาจไม่ได้เตรียมตัวที่จะเผชิญกับสิ่งที่คาดไม่ถึง  ซึ่งโดยทัศนะของผมแล้วไม่ว่าจะมาจากข้อใดสิ่งที่เหมือนกันคือปัญหาใหม่  การรู้ถึงปัญหาแต่ไม่ใยดี กับ การไม่มีประสบการณ์ล้วนไม่ได้ดีไปกว่ากันเลย มันสะท้อนให้เห็นถึงการขาดการเตรียมใจและขาดการเตรียมตัว
         ผมเคยอยู่ท่ามกลางช่วงเวลาของการเปลี่ยนแปลงมาหลายครั้ง  จนมายืนอยู่ที่จุดหนึ่งซึ่งมองเห็นว่า บางครั้งผมก็พยายามที่จะดิ้นรนออกแรงเพื่อให้วิ่งทันสิ่งที่เปลี่ยนไป แต่บางครั้งผมกลับพบว่าการนิ่งเฉยเพื่อให้สิ่งที่เรียกว่าความเปลี่ยนแปลงวิ่งผ่านเลยผมไปก็เป็นทางเลือกหนึ่งเช่นกัน  ปล่อยให้สิ่งนั้นไปหยุดนิ่งที่จุดหนึ่งแล้วค่อยเดินตามไปช้าๆ  ก้มหน้าปล่อยให้ผู้คนที่มาทีหลังได้วิ่งแซงนำไปท่ามกลางเสียงวิพากษณ์ถึงความล้าหลังทางความคิดในตัวผม เหมือนคนที่หวาดระแวง และเหมือนว่าพยายามสร้างเงื่อนไขกฏกติกามากมายเกินความจำเป็น....แต่ในระหว่างที่เดินตามไปช้าๆนั้นผมกลับมีเวลาที่จะพินิจสิ่งต่างๆ ที่อาจมองไม่เห็นหากคุณไปเร็วแล้วตามัวแต่จับจ้องมองเป้าหมาย มันคือความระแวดระวัง..ที่ไม่อยากให้ผู้คนลืมมองสิ่งรอบตัวรวมทั้งเพื่อนร่วมทางดีๆมากมาย
        เป้าหมายอาจเป็นสิ่งเดียวที่เราต้องไปให้ถึง แต่เป้าหมายที่สร้างความสำเร็จอาจไม่ได้ตอบโจทย์ทุกอย่างในชีวิต ปัญหาที่เกิดขึ้นตามมาได้สร้างผลกระทบทั้งต่อตัวคุณและทีมอาจทำให้คุณไม่สามารถก้าวต่อไปยังเป้าหมายอื่นได้ เกิดความสับสนและหวาดระแวง  หากจะเริ่มต้นอีกครั้งด้วยการวางแผนแล้วคิดหาลู่ทางก่อนก้าวเดิน สำรวจความพร้อมที่เป็นตัวของคุณเองน่าจะเป็นความมั่นคงและยั่งยืนมากกว่าการวิ่งไล่ล่าสิ่งที่คนอื่นบอกว่านั่นคือสิ่งที่คุณต้องทำ และทางนั้นคือทางที่คุณต้องเดิน.....จะได้ไม่ต้องมาเสียใจกับเงื่อนปมจากความเขลาขลาดและความประมาทที่มาจากตัวคุณเอง

      (alpine butterfly คือเงื่อนผู้ที่ใช้ในการทำห่วงฉุดรั้งลากจูง  ที่มีการผู้เงื่อนอย่างมีขั้นตอนเพื่อให้เงื่อนเชือกสามารถคลายออกได้ง่ายหลังการใช้งาน ซึ่งจะทำให้เชือกยังกลับมาใช้ประโยชน์อื่นๆได้อีก)
                                                         
                                                 วิธีการผูกเงื่อนalpine butterfly แบบที่ 1



วิธีการผูกเงื่อนแบบที่ 2 



เชือกที่ผูกด้วยรัก


       
       วันที่ผมเริ่มเขียนบล็อกนี้ผมเฝ้าหาแรงบันดาลใจที่เกี่ยวข้องกับชีวิตโดยมี”เชือก”สักเส้นเข้าไปผูกเรื่องราวเหตุการณ์ ทั้งในอดีต ปัจจุบัน และอนาคตของผู้คนผ่านตัวอักษรและความนึกคิด
       แว๊บหนึ่งของมโนสำนึกเกิดขึ้นมาจากภาพเด็กชายคนคนหนึ่งในชุดลูกเสือที่มากับแม่ เด็กคนนั้นสวมรองเท้าผ้าใบสีน้ำตาล  ภาพของรองเท้าสีน้ำตาลเก่าๆปรากฏขึ้นในความทรงจำผมขึ้นมาทันทีแม้มันจะประติดประต่ออะไรไม่ได้มากนักเพราะมันก็ผ่านมากว่า 50 แล้ว แต่ผมเชื่อมั่นว่าผมเคยรู้สึกถึงมือทั้งสองข้างจาก "พ่อ-แม่"ที่บรรจงผูกเงื่อนหูกระต่ายและพร่ำสอนให้ผมหัดผูกเชือกรองเท้าก่อนที่จะส่งผมไปโรงเรียนในทุกๆเช้า
        เงื่อนเชือกทุกเงื่อนผูกด้วยเจตนา เพียงเพื่อให้เงื่อนเหล่านั้นได้ไปทำหน้าที่ตามเป้าหมาย   ยังมีเชือกที่ผูกด้วยหัวใจเพื่อให้เราได้ก้าวเดินในวันที่เราพร้อม สร้างความมั่นใจและอบอุ่นใจในวัยเด็กก่อนที่เราจะก้าวเติบโตขึ้นมาเป็นผู้ใหญ่ เงื่อนที่ผูกด้วยหัวใจของความผูกพันใกล้ชิด เช่นเชือกรองเท้ามันคือสัญลักษณ์ที่ส่งต่อความรู้สึกอบอุ่นนี้ไปต่อไม่สิ้นสุด
       วันที่เรารู้สึกว้าเหว่ไม่มีใคร ผิดหวังกับคนแย่ๆในชีวิตเหมือนเดินมาถึงทางตันที่ไม่มีทางออก ลองหวลกลับไปคิดถึงเรื่องราวเก่าๆของชีวิตวัยเด็ก  ส่งความคิดถึงไปยังพ่อแม่ที่เป็นครูคนแรกของชีวิต จินตนาการถึงภาพที่ท่านนั่งลงผูกเชือกรองเท้าให้เราที่หน้าโรงเรียนในใจของท่านคงไม่หวังอะไรมากไปกว่าการที่ให้เรามีอนาคตก้าวเดินไปข้างหน้าโดยไม่สะดุดล้ม เชือกที่ผูกด้วยรักจะเป็นเชือกที่แข็งแรงที่สุดกว่าเชือกใดๆ และจะเป็นเชือกที่ไม่เคยเก่าเลยจากความคิดคำนึงของลูกแม้เวลาจะผ่านเลยมานานแสนนาน

(เอื้อเฟื้อภาพจากครอบครัว ดาวิกร-อเล็กซานเดอร์ ซิกส์)
   

เชือกที่ยืดได้


....เชือกที่ยืดได้ : เป็นคุณสมบัติที่ทำให้งานบางสิ่งบรรลุเป้าหมาย แต่เชือกเหล่านี้จะใช้งานได้ไม่นานเพราะการยืดหยุ่นจนเกินความสามารถ จะทำให้เชือกไร้สภาพเร็ว หากต้องนำไปใช้ร่วมกับเชือกอื่นๆจะกลายเป็นจุดเปราะบางที่สุด....องค์กรก็เหมือนกัน
.....คงมีคนค้านความคิดนี้อยู่ไม่น้อย อันนี้ผมรับได้ และคงมีคำถามตามมาว่าถ้าไม่มีการยืดหยุ่นหรือตึงเกินไปก็อาจขาดได้เช่นกันไม่เช่นนั้นจะมีคำว่า “เดินสายกลาง”ให้ได้ยินหรอกหรือ...อันนี้ก็จริงครับผมยอมรับ แต่เราลองมาคิดกันไหม่ไม๊ว่าหากกติกาสังคมได้เปิดช่องว่างให้มีใครสักคนสามารถใช้สิทธิ์ที่จะไม่ต้องเป็นไปตามนั้นด้วยคำว่ายืดหยุ่น  ที่อาจเกิดในสังคมหรือแม้แต่องค์กรเล็กๆ  ด้วยเหตุผลว่ายอมๆกันเพื่อ ”ความสบายใจ” หรือหลีกเลี่ยงการปะทะกันในวันที่เราต้องร่วมหัวจมท้าย จากนั้นไปจะเริ่มมีคนกล้าที่จะขอใช้สิทธิ์นี้มากขึ้นๆ  จนกลายเป็น”ค่านิยม”องค์กรที่เรายอมรับกัน
     แล้ววันหนึ่งวันที่องค์กรของเราต้องเข้าสู่สภาวการแข่งขันเราอาจพบอุปสรรคที่เราเก็บซ่อนไว้ใต้พรมปรากฏขึ้นมาจนยากที่จะขับเคลื่อน  การยืดหยุ่นเป็นสิ่งดีหากมันจะไม่ก้าวข้ามไปสู่ความหย่อนยานในกติกา  และที่สำคัญการลดหย่อนผ่อนปรนให้มีคนที่ไม่ต้องเคร่งครัดกับข้อตกลงจะไม่ได้สร้างวินัยให้กับคนๆนั้นเช่นเดียวกับการให้อภัยในความผิดพลาด  แต่กลับไปเพาะพันธุ์ความคิดให้กับคนที่เคร่งครัดได้เรียนรู้ที่จะตัวเองออกมาจากแรงกดดันในกติกาหันมาอยู่ฝากเดียวกันจนหมดสิ้น...ผมคิดเช่นนั้น
....ถ้าเชือกต้องเอามาผูกต่อกันให้ยาวออกไป เหมือนการทำงานที่ต้องเอาศักยภาพคนทั้งองค์กรมาประสานกันในการเคลื่อนสู่จุดหมาย คุณลองนึกภาพที่มีเชือกสัก 1-2เส้นที่ยืดหยุ่นได้ แน่นอนว่ามันจะเกาะเกี่ยวกับเชือกอื่นๆได้แน่นอน แต่ในวันที่เชือกทั้งเส้นต้องยึดโยงสิ่งใดจุดที่เปราะบางที่สุดจะเป็นจุดใดผมคงไม่ต้องอธิบาย
.....เราเลือกที่จะตั้งกติกาสังคมร่วมกันที่มาจากความคิดเห็นของทุกๆคน และดูแลรักษากติกานั้นให้ดี หากวันนึงเราไม่อาจเดินต่อได้ด้วยข้อตกลงที่อาจตึงหรือหย่อนเกินเราสามารถร่วมคิดร่วมแก้ไข แต่ไม่ปล่อยให้มีช่องโหว่เสมือนรูเล็กๆในเขื่อนขนาดมหึมาทีรอวันขยายตัวจนเกินกว่าแก้ไข







เชือกที่พันกัน


     
          ทุกคนมีปัญหาของชีวิตกันทั้งนั้นหนักบ้างเบาบ้างประเดประดังมาให้พิสูจน์ความแข็งแกร่งของจิตใจ ถ้าเอาชนะไม่ได้หาทางออกไม่เจอบางทีก็ต้องพยายามที่จะอยู่กับปัญหาแบบกัลยาณมิตร แล้วใช้ปัญหาเป็นเครื่องเตือนสติที่จะไม่ให้มันเกิดซ้ำๆ หรือรอเวลาอย่างใจเย็นค่อยๆคลี่คลายอย่างมีสติ
          ไม่แปลกที่เราจะรู้สึกว่าบางแห่งทำให้เรารู้สึกอึดอัด หรือใครบางคนทำให้เราอยากระเบิดอารมณ์ใส่ ทั้งที่ยังไม่รู้เลยว่าปัญหาของความรู้สึกลึกๆเหล่านั้นมากจากคนอื่นหรือหัวใจของเราที่ไม่เปิดกว้างกันแน่
          วันที่ผมหยิบเชือกที่พันกันยุ่งเหยิงออกมาจากถุงผ้ามันทำให้ผมรู้สึกถึงปัญหาใหญ่ที่คงทำให้ผมต้องเสียเวลาสะสางอยู่นานแน่ๆ บางทีก็หัวเสียและรู้สึกโมโหตัวเองที่ขาดระเบียบปล่อยปละละเลยให้เชือกพันกันติดแน่น โดยไม่จริงจังที่จะหยิบมาคลี่คลายสักครั้ง  แล้วถ้าเราจะเริ่มกับสิ่งที่เราได้ทำผิดพลาดไว้มันก็ดูยากขึ้นและคงต้องใช้เวลานาน
         ปลายของเชือกที่มีแค่ 2ด้านจะเป็นจุดเริ่มต้นของการแก้ไขเสมอๆ เวลามีปัญหาอะไรเรามักหมกมุ่นมองไปเพียงด้านใดด้านนึงเพื่อหาทางออกโดยมักลืมมองอีกมุมเสมอๆอาจด้วทิฐิ หรือ การไม่ยอมลดศักดิ์ศรีตัวตน จึงดึงดันไปในทางที่ตนมีความเชื่อหรือ มีอคติปะปนต่อคนที่เรารู้สึกว่าเป็นต้นตอของปัญหา
    ช่วงที่ต้องอดทนที่สุดคือการที่พยายามสอดปลายเชือกกลับไปกลับมาซ้ำแล้วซ้ำอีกเพื่อหาทางออก มันไม่ได้ยากเกินแต่มันต้องใช้มานะและความเชื่อมั่นที่จะบรรลุเป้าหมาย จนวันที่เชือกทั้งกลุ่มถูกมัดขมวดปมไว้อย่างเป็นระเบียบนั่นแหระเราจึงรู้ตัวเราเองว่าเราผ่านช่วงที่ยากที่สุดของชีวิตมาแล้ว....จากวันนี้ไปเราพร้อมจะเดินหน้าและไม่ละเลยกับปัญหาที่อยู่ตรงหน้าอีกเลย



เชือกที่อ่อนแอ



              ในยามที่เราต้องมาทำสิ่งหนึ่งสิ่งใดที่มีเป้าหมายร่วมกัน จะเป็นเวลาที่เราได้เห็นถึงระดับความสามารถของตนเองและผู้อื่นที่แสดงออกมา ขณะเดียวกันเราจะได้เห็นสมรรถนะที่เกี่ยวข้องกับทีม เช่นความเป็นผู้นำ  การเสียสละ การช่วยเหลือเกิ้อกูล และความทุ่มเทเพื่อให้บรรลุเป้าหมาย หากทุกคนร่วมแรงร่วมใจเสมือนเชือกที่ถูกดึงรั้งให้ทุกกระเบียดนิ้วตรึงแน่นเป็นเส้นตรงส่งพลังไปสู่การดึงรั้งที่เป็นเอกภาพเราจะได้เห็นการเคลื่อนไปข้างหน้าขององค์กร  
           หลายปีที่ผ่านมาของชีวิตคนทำงานในองค์กรได้เจอคนหลากหลาย แตกต่างกันทั้งความคิด และรูปแบบของชีวิต ที่ต้องมาร่วมเดินทางจนบางครั้งผมรู้สึกเหมือนเราคงเคยมีอดีตชาติที่เคยทำบุญร่วมกัน หรือไม่ก็เคยสร้างกรรมร่วมกันมาก่อนจึงได้ต้องได้มาเจอะเจอ ผมเจอทั้งคนร่วมงานที่เข้มแข็งอุทิศชีวิตให้กับงาน ทั้งคนที่ย่อหย่อนจนน่าเอือมระอา ที่หนักสุดคือ เจอคนที่มีการแสดงออกแปลกแยก หมดสิ้นความสามรารถในการขับเคลื่อนองค์กร จนเพื่อนร่วมงานต่างสงสัยในพฤติกรรมบ้างก็เอามาล้อเลียนเป็นเรื่องตลกขบขัน บางคนถึงขั้นหวาดระแวง ดูแล้วเหมือนเชือกที่ไม่น่าจะใช้งานต่อไปได้จนทำให้เพื่อนร่วมงานต้องเข้ามาประคับประคอง ซึ่งแน่นอนว่าคงไม่มีใครเต็มใจนักหรอกที่จะต้องแบกภาระงานของคนๆนั้นในขณะที่ทุกคนก็มีงานของตนเองล้นมือ การช่วยเหลือย่อมทำให้เชือกที่มีขนาดยาวหนึ่งต้องใช้ความยาวนั้นมาประคับประคองส่วนที่เสียหาย....ผมไม่มีสิทธิ์ตัดสินหรอกว่าเราควรตัดส่วนที่เสียแล้วผูกปมปล่อยเชือกให้ยาวออกไปตามธรรมชาติ หรือ รัดรั้งต่อไปไม่สิ้นสุด
       เชือกหนี่งเส้น หากส่วนหนึ่งส่วนใดของเชือกย่อหย่อนขาดวิ่นไม่ใส่ใจในความรับผิดชอบ ย่อมเป็นธรรมดาที่เราต้องทดแทนส่วนที่ขาดแหว่ง และใช้กำลังที่เหลือเข้ามาเสริมทัพให้ความแข็งแกร่งของเชือกนั้นยังคงเดิม แต่แน่นอนว่าการเข้ามาแก้ไขทดแทนส่วนที่อ่อนล้าย่อมทำให้ส่วนอื่นมีผลกระทบ เชือกที่เคยยาวก็กลับต้องหดสั้นลง และมีโอกาสที่จะไปไม่ถึงเป้าหมายที่อยู่อีกฟาก
       เงื่อนผูกร่น หรือ เงือนทบเชือก (Sheepshank) เป็นวิธีการผุกเงื่อนเพื่อเสริมทดแทนส่วนที่ชำรุดขาดแหว่ง เพื่อให้เชือกทั้งเส้นยังคงมีความทนทานและพร้อมใช้งาน ขณะเดียวกันก็จะทำให้เชือกมีขนาดที่สั้นลงจากการผูกเงื่อนเช่นนี้

เชือกยาวไม่เท่ากัน

                           
                               มีคนบอกว่าของทุกสิ่งจะเป็นสิ่งเดียวในโลก.....อันนี้ท่าจะจริง
                        แม้สิ่งนั้นจะจงใจทำให้เหมือนเช่นไรเราก็หาความแตกต่างเจอเสมอๆ
       ผมลองพิจาณาเชือกหลายเส้นที่อยู่ในมือแล้วพบว่ามันมีความแตกต่างกัน ทั้งสีสรร รายละเอียด ที่เห็นได้ชัดคือขนาดของขนาดความยาว แม้เราจะประจงตัดให้เท่ากันแล้วก็ยังพบความแตกต่างอื่นๆอยู่ดี
      มนุษย์อาจมีรูปลักษณ์ภายนอกที่ได้มาเหมือนๆกัน ยิ่งเป็นฝาแฝดด้วยแล้วยิ่งมีความคล้ายคลึงกันมากแต่เชื่อได้เลยว่าไม่ทุกสิ่งที่เหมือนกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งสิ่งที่ซ่อนเร้นภายในซึ่งจะปรากฏออกมาเช่น ความรู้สึก ทัศนคติ แม้แต่ความสามารถพิเศษ ย่อมมีความแตกต่าง  สิ่งที่แตกต่างเหล่านี้หล่อหลอมและฝึกฝนได้
       เงื่อนปมที่ปรากฏบนสายเชือกเป็นส่วนหนึ่งของอัตตลักษณ์ของความแตกต่างที่ถูกสร้างขึ้น  ทัศนคติและความเชื่อของคนก็ต้องผ่านกระบวนการหล่อหลอม การจะสร้างความยอมรับในสิ่งใดหรือต่อคนๆไหนไม่สามารถทำได้เพียงการบอกเล่าเพราะความแตกต่างทางความคิดจะตีความสิ่งที่เห็นตามบริบทแห่งชีวิตที่เป็นพื้นฐาน
     หากมองความแตกต่างนี้ต่อการดำเนินชีวิตจะเป็นได้ทั้งอุปสรรค และ โอกาส เพราะความแตกต่างที่ไม่สามารถบริหารจัดการได้จะนำมาซึ่งการขัดแย้งในหมู่คนหรือแม้แต่องค์กร ผมเองได้อยู่ในองค์กรที่เต็มไปด้วยคนทำงานที่แตกต่างกันของวัย จะพบความไม่เข้าใจกันในด้านความคิดอยู่เป็นระยะต่างคนต่างมองไปอีกด้านมากกว่าที่จะมองกลับมาที่ตัวเองซึ่งมันยากกว่า แต่ก็พบโอกาสเล็กๆเช่นกันในบางคนที่เริ่มเข้าใจและยอมรับกันและกันแม้จะต่างกันในเรื่องเพศวัย อาจเพราะพวกเขาเริ่มค้นพบว่าการที่เราต้องอยู่ร่วมกันต้องพึ่งพากันที่จะขับเคลื่อนความสำเร็จได้ง่ายกว่า ซึ่งแน่นอนว่าความสำเร็จนั้นก็จะเป็นการปูทางสู่อนาคตและเงินเดือนที่ดีสูงขึ้น หากมัวแต่ขัดแย้งอาจไม่มีใครไปถึงเป้าหมายได้แม้สักคน
   ความแตกต่างจะเป็นโอกาสถ้าเรามีเป้าหมายร่วมและมีระบบจัดการที่ดี เหมือนวงดนตรีขนาดใหญ่ที่ต้องประสานเสียงไปพร้อมๆกัน...โดยมีวาทยากรที่จริงจังและเข้มแข็งยืนอยู่ข้างหน้า



ก่อนจะเป็นเชือกเส้นใหญ่

     ก่อนจะเป็นเชือกเส้นใหญ่


         เมื่อหยิบเชือกขึ้นมาสัก 1 เส้นแล้วลองดูอย่างพินิจ แทบจะไม่เคยพบเลยว่าจะมีเชือกเส้นไหนที่ถูกสร้างขึ้นมาให้มีเนื้อเดียวกัน แต่กลับเจอเชือกเส้นเล็กๆที่อยู่ภายในหรือขวั้นเกลียวร้อยรัดขึ้นรูปเป็นเชือกเส้นใหญ่ แตกต่างกันไปตามลักณะการใช้งาน  เชือกเล็กๆเหล่านี้ คือต้นกำเนินที่สร้างความเหนียวทนให้กับเชือกและเพิ่มคุณสมบัติพิเศษให้กับเชือกเส้นโตได้มีคุณค่าเช่น ความทนทาน ความยืดหยุ่นตัว หรือแม้แต่สีสันความสวยงาม
        เชือกหนึ่งเส้น หากแทนองค์กรบอกได้ถึงความสำคัญของสมาชิกที่มีความสามัคคีเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน แต่หากแทนบุคคลย่อมหมายถึงการก้าวขึ้นสู่บทบาทที่สูงกว่าย่อมต้องการการสนับสนุนของผู้ที่อยู่ร่วมกัน โดยระลึกไว้ว่าเชือกเส้นเล็กๆเหล่านี้หากขาดการดูแลปล่อยปละละเลยให้ขาดวิ่นทีละเล็กทีละน้อย ความห่างเหินของสัมพันธภาพ ขาดการให้เกียรติกัน นานไปเชือกเส้นใหญ่โตก็ไม่อาจเป็นที่มั่นใจหรือใช้งานได้อีกต่อไป

อุดมชัย


สัมพันธภาพบนความต่าง



         พฤติกรรมของการแสดงออกต่อกันมีความสำคัญยิ่งในการอยู่ร่วมกันในองค์กร ด้วยความแตกต่างจะก่อกำแพงสูงให้คนจิตนาการในตัวตนของตัวเองไว้เป็นเบื้องต้น เช่น เราจบการศึกษาที่สูงกว่าย่อมเข้าใจงานได้ดีกว่า  เราคือคนที่มาก่อนจึงต่อองค์กรจนขาดไม่ได้ เราคือผู้นำย่อมควรได้รับเกียรติ สื่งเหล่านี้จะก่อลักษณะการแสดงออกที่เป็นอุปสรรคในการเข้าหาเพื่อสร้างสัมพันธ์ที่ดี ไปจนถึงการพาภาพลักษณ์ที่ดีขององค์กรดิ่งลงเหว การยอมรับซึ่งกันและกันบนความแตกต่างเป็นเรื่องยากยิ่งแตกต่างมากยิ่งดูห่างไกลความสัมพันธ์ แต่ทุกอย่างมีข้อยกเว้นหากจิตใจที่เปิดกว้างยอมรับ และโอนอ่อนให้แก่กันบ้าง ขณะเดียวกันก็ต้องใช้ความพยายามเพื่อที่จะเรียนรู้และเข้าใจเทคนิควิธีที่เหมาะสม
     ...ความแตกต่างของผู้คนทั้งด้านวัยวุฒิ คุณวุฒิ หรือฐานะทางสังคมไม่ได้เป็นอุปสรรคของการผูกสัมพันธ์ที่เหนียวแน่นหากแต่ละฝ่ายจะยอมอ่อนน้อมค้อมตนเปิดใจให้ที่ว่างของความสัมพันธ์ได้เกาะเกี่ยว แต่ความสัมพันธ์ที่เหนียวแน่นต้องผ่านกระบวนการคิดอย่างเข้าใจ ยอมรับในความแตกต่างของกันและกัน ไม่ยึดถือความเป็นตัวตนของตนเองเป็นสำคัญ
...เงื่อนเชือกขัดสมาธิ เป็นการต่อเชือก 2 เส้นเข้าหากันโดยเหมาะกับเชือกที่มีขนาดแตกต่างกัน